The first day in Manila


This is my first time to Philippines. At the first sight that I see the airport (Ninoy Aquino International Airport), I thinking of the Don Muang Airport immediately because it looks quite similar. But, this airport should be bigger than Don Muang due to there are 4 terminals here and Don Muang has just only 2.

After landing and pass the immigration process, I took a taxi to the accommodation. On the way to the hotel, I saw many kind of trees which as same as in Thailand such as Coral Vine, Royal Poinciana and etc. The view along the way to the hotel looks like suburb of Bangkok (Bangna or Nonthaburi vicinity). I also see the big PTT fuel station here.

The situation which make me thinking of Bangkok is the traffic. The traffic here is very terrible. I stuck in the traffic jam and it took around 2 hours and a haft from the airport to the hotel. It might be the symptom of ‘home sick’ crisis.

One thing which is totally different from Bangkok is there are a lot of security guard with guard dog. The inspection is very strictly. I have to open my bag every times I pass the checkpoint. That’s make me feel uncomfortable and not safe enough.

In the evening after 1st day training, Our host took us to try the local food of Philippines. I have try Adobo — look like pork boiled in soy sauce, Sisig, Sinigang–similar to Thai spicy lemongrass soup but there is no chili. It’s taste is sour and salty, another one I cannot remember it’s name. It look likes Fired Pork with garlic but more salty. Another menu is a fruit salad which contain mango, grapefruit, toasted coconut, dried salt prawn and shrimp paste. It’s taste is sour and smelly. I forgot it’s name as well. I’ve try ‘Halo-Halo’. It’s the popular Filipino dessert it’s a mixtures of shaved ice and taro ice cream. The shaved ice which mixed in Halo-halo is similar to our shaved ice. Ingredient–as I see– includes shaved ice, jackfruit, jelly, kidney bean, lotus seed, palm seed and custard. The taste is not quite sweet but very delicious.

During the dinner, I looked around and see that the Filipino is similar to the Thai. I feel like having dinner at somewhere else in Bangkok. It’s very strange, the country beside Thailand such as Myanmar, Laos, Cambodia, Malay. We can recognise the differentiation among us but for the Filipino, we look very harmonious. even the location of the 2 countries are very far from each other.

ไหว้พระวันปีใหม่ในเกาะรัตนโกสินทร์ (2)


กลับมาถึงฝั่งพระนครเราขึ้นรถเมล์สาย 64 จากท่าช้างมาลงตรงแถว ๆ บางลำพูแล้วเดินเลียบถนนจักรพงษ์เพื่อที่จะไปไหว้พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ฯ และสักการะรูปเคารพสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทหรือสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ ณ วัดชนะสงคราม ซึ่งตามคติความเชื่อหากได้มาไหว้พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ ฯ และรูปเคารพสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ จะทำให้มีชัยชนะต่อสิ่งทั้งปวง อุปสรรคร้ายพ่ายแพ้ไป และเช่นกันครับ ที่นี่ก็เป็นที่ที่สี่ที่เราตั้งใจว่าจะต้องมากันอีกหน
พระพุทธนรสีห์ตรีโลกเชฏฐ์ฯ วัดชนะสงครามฯ รูปเคารพสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาถ วัดชนะสงครามฯ

ออกจากวัดชนะสงครามเราเดินมาตามถนนจักรพงษ์เลี้ยวขวาเข้าถนนพระสุเมรเพื่อที่จะไปไหว้พระพุทธชินสีห์ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อที่จะได้พบพานแต่สิ่งที่ดี ๆ ในชีวิต

ที่วัดบวร ฯ เราได้มีโอกาสไหว้พระศาสดาและพระพุทธไสยาในวิหารพระศาสดา พระพุทธวชิรญาณ, พระพุทธปัญญาอัคคะ, พระพุทธมนุสสนาคและพระพุทธปฏิมาทีฆายุมหมงคลในวิหารเก๋ง ซึ่งปกติทางวัดไม่ได้เปิดให้เข้าชมบ่อยนัก
พระพุทธชินสีห์ พระศาสดา พระพุทธวชิรญาณ พระพุทธปัญญาอัคคะ พระพุทธมนุสสนาค

ออกจากวัดบวร ฯ เราเดินออกมาตามถนนพระสุเมรุเลี้ยวขวาเข้าถนนดินสอ ตรงไปยังวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งเราแวะถ่ายรูปอนุสาวรีย์ ฯ สักพักก็เดินตามถนนดินสอตรงไปยังศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เพื่อที่จะไปยังวัดสุทัศนเทพวรารามเพื่อไปสักการะองค์พระศรีศากยมุนี ซึ่งเชื่อกันว่าไหว้พระที่นี่จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป
อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยยามเย็น เสาชิงช้า พระศรีศากยมุนี บานประตูพระอุโบสถวัดสุทัศน์ ระเบียงคดรอบโบสถ์วัดสุทัศน์

หลังจากที่ไหว้พระศรีศากยมุนีเสร็จเราก็ออกจากวัดสุทัศน์ ฯ เดินไปตามถนนบำรุงเมืองเลี้ยวซ้ายเข้าถนนบริพัตร ไปสักการะพระบรมบรรพตที่วัดสระเกศ ฯ ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เชื่อกันว่าหากได้มากราบไหว้จะช่วยเสริมสร้างความคิดอันเป็นมงคล

เมื่อเข้ามาในบริเวณวัดเราได้เข้าไปกราบพระประธานในพระอุโบสถก่อน จากนั้นจึงค่อยเดินขึ้นไปยังพระเจดีย์บนภูเขาทอง น่าเสียดายที่เมื่อเราไปถึงด้านบนกำลังมีการทำพิธีเจริญพระพุทธมนตร์ จึงไม่สามารถขึ้นไปบนฐานเจดีย์ได้ เราจึงได้แต่ไหว้พระใต้ฐานพระเจดีย์ และถ่ายรูปวิวรอบนอกเท่านั้น
ภูเขาทอง ถ่ายจากนอกวัด พระอัฏฐารส ศรีสุคตทศพลญาณบพิตร ภูเขาทอง ถ่ายจากพระอุโบสถ ... เพื่อนร่วมทาง เหนื่อยก็นั่งพัก เดินชิลล์ๆขึ้นเขา ... ... ... ... ถนนราชดำเนินกลางเมื่อมองจากบนภูเขาทอง โลหะปราสาทวัดราชนัดดา ฯ มองจากบนภูเขาทอง ภูเขาทอง ถ่ายจากนอกวัดเมื่อขากลับ

เมื่อออกจากวัดสระเกศฯเราเดินออกมาทางถนนบริพัตรตรงไปยังสะพานผ่านฟ้าลีลาศข้ามคลองมหานาคเพื่อจะไปยังวัดราชนัดดา ฯ เป็นวัดที่เก้า แต่พอไปถึงวัดราชนัดดา ฯ  ปรากฏว่าพระอุโบสถปิดเสียแล้ว เราจึงได้แต่เดินถ่ายรูปด้านนอกและโหะปราสาท จากนั้นจึงเดินกลับออกมาทางถนนมหาชัย เพื่อจะไปกินผัดไทยประตูผี แต่ก็ปรากฏว่ามีคนยืนรอแน่นขนัดจนล้นออกมาบนถนน เราก็เลยเปลี่ยนใจซึ่งนี่เป็นครั้งที่สามแล้วที่ผมมาย่านนี้และก็ยังไม่ได้กินเสียที

เราเดินเลยออกมาตามถนนมหาชัย เดินมาเรื่อย ๆ ไปจนถึงสี่แยกสำราญราษฎร์ก็พบว่าร้านตี๋เย็นตาโฟก็คนเต็มแน่นร้าน เราก็เลยเดินข้ามแยกสำราญราษฎร์ต่อไปอีกหน่อยก็เจอร้านเฮ้งกี่ซี่งเป็นร้านบะหมี่ชื่อดังอีกร้านหนึ่งในย่านนี้เราเห็นคนแน่นเช่นเคยแต่ก็ยังพอมีโต๊ะว่างก็เลยตัดสินใจลงจอดที่นี่แหละ ด้วยความหิวและเหนื่อยผมเลยสั่งบะหมี่ไข่พะโล้หนึ่งชามกับบะหมี่ใส่บะเต็ง (หมูหวาน) อีกหนึ่งชาม ส่วนเพื่อนที่มาด้วยกันก็ซัดบะหมี่เกี๊ยวคนละชามและบะหมี่บะเต็งอีกชามเช่นกัน
ชามนี้บะหมี่ไข่พะโล้ ชามนี้บะหมี่เกี๊ยวใส่บะเต็ง

จากนั้นเราก็แยกย้ายกันกลับโดยนัดกันไว้ว่าจะต้องหาเวลามาซ่อมในหลาย ๆ วัดกันอีกสักสองสามหน เป็นอันจบทริปมาราธอนคราวนี้ครับ

ไหว้พระวันปีใหม่ในเกาะรัตนโกสินทร์ (1)


สวัสดีปีใหม่ครับ ปีใหม่ปีนี้แต่เดิมผมตั้งใจไว้ว่าจะไปเยี่ยมพี่ชายที่อ่างทอง แต่ต้องเปลี่ยนแผนกระทันหันเนื่องจากป่วยในสัปดาห์ก่อนหน้าปีใหปีใหม่เลยต้องอาศัยวันหยุดช่วงปีใหม่สามวันนี้มาใช้พักฟื้น แต่ครั้นจะเอาแต่หมกตัวอยู่แต่บ้านก็ออกจะน่าเบื่อ ก็เลยชวนเพื่อน ๆ ออกไปไหว้พระในวันปีใหม่กันครับ

พระพุทธไสยาสน์ หรือพระนอนวัดโพธิ์เรานัดพบกันที่ศาลหลักเมืองประมาณเก้าโมง แต่กว่าจะได้พบกันจริงก็ปาเข้าไปเกือบสิบจนได้สิน่า เช้าวันนี้ท้องฟ้าสดใสและแดดก็แรงมากด้วย ผู้คนมากมายมาจากทุกสารทิศจนแน่นขนัดไปหมด เราก็เลยเปลี่ยนเป้าหมายซึ่งจากเดิมที่คิดว่าจะเริ่มจากวัดพระแก้ว โดยเปลี่ยนเป็นข้ามไปทางฝั่งธนบุรีก่อน เราเดินเลียบรั้วพระบรมมหาราชวังมาตามถนนสนามไชยเลี้ยวมาเข้าถนนท้ายวัง เพื่อที่จะไปขึ้นเรือข้ามฟาก แต่แล้วเราก็เปลี่ยนใจเป็นครั้งที่สองเมื่อผ่านวัดโพธิ์ เราตัดสินใจเริ่มต้นที่วัดโพธิ์ก่อนเป็นลำดับแรกโดยไปสักการะพระพุทธไสยาสน์หรือพระนอนวัดโพธิ์นั่นเองครับ เป็นที่เชื่อกันว่าถ้าได้มาไหว้พระนอนวัดโพธิ์แล้วจะอยู่ดีกินดี ร่มเย็นเป็นสุข

หลังจากที่เราไหว้พระนอนแล้วก็ฝ่าฝูงคนออกมาด้านนอก เพื่อถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกัน ยอมรับจริง ๆ ว่า ที่วัดโพธิ์มีมุมสวย ๆ ให้ถ่ายภาพเยอะมาก จนเวลาที่เรากะเอาไว้ไม่พอ ก็เลยตั้งใจกันว่าเราจะกลับมาซ่อมกันอีกและจะใช้เวลานานกว่านี้
จุ๊กะอ้อ เพื่อนร่วมทริปไหว้พระปีใหม่

ออกจากวัดโพธิ์เราเดินกันต่อจนมาถึงท่าช้างซึ่งเป็นเวลาประมาณเที่ยงพอดี ก็เลยแวะเติมพลังกันที่ร้านสวัสดิการทหารเรือก่อนที่จะเดินทางต่อ

หลวงพ่อโต ซำปอกง วัดกัลยาณมิตรเติมพลังเสร็จเรียบร้อยเราออกมาที่ท่าช้างเพื่อขึ้นเรือไปยังวัดกัลยาณมิตรฯ วัดอรุณฯ หรือวัดแจ้ง และวัดระฆังฯ เราเลือกตั๋วแบบแพ็กเกจสามวัดราคาคนละ 100 บาทครับ โดยมีเวลาที่วัดกัลยาณมิตรฯ และวัดแจ้ง วัดละครึ่งชั่วโมง ซึ่งเราคิดว่าน่าจะพอสำหรับไหว้พระและถ่ายรูป แต่เราคิดผิดเพราะแต่ละวัดนั้นมีมุมถ่ายรูปสวย ๆ เยอะมาก โดยเฉพาะทางย่านวัดกัลยาณมิตร ฯ นั้นเป็นชุมชนเก่าแก่และมีความแตกต่างทางวัฒนธรรมและศาสนาเป็นอย่างมาก แต่ชาวชุมชนก็อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์มากว่าสองร้อยปี สถานที่สำคัญที่น่าสนใจในย่านนี้ นอกจากวัดกัลยาณมิตรแล้วยังมีโบสถ์ซานตาครูสและศาลเจ้าเกียนอันเก็ง เราก็เลยตั้งใจกันไว้ว่า เราจะกลับมาซ่อมกันอีกเป็นที่ที่สอง สำหรับคราวนี้เราเลยทำตามที่เราตั้งใจไว้ก่อนคือเข้าไปไหว้หลวงพ่อโตซำปอกง วัดกัลยาณมิตร ซึ่งเชื่อกันว่าจะเดินทางปลอดภัย ถ้าถวายผ้าห่มด้วยเชื่อว่าจะได้มีเครื่องคุ้มป้องกันภัยตลอดปี

ออกจากวัดกัลยาณมิตร เรานั่งเรือมาขึ้นที่ท่าเรือวัดอรุณฯ เพื่อไปสักการะพระปรางค์วัดอรุณฯ ซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้มีชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน
พระปรางค์วัดอรุณฯผู้คนขึ้นไปสักการะพระปรางค์ด้านบน

เรานั่งเรือมาต่อที่วัดระฆังโฆสิตาราม ซึ่งเป็นวัดที่ประทับของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เราเข้าไปในโบสถ์และสวดพระคาถาชินบัญชรเพื่อความเป็นสิริมงคล
พระประธานในโบสถ์วัดระฆังฯหอไตรวัดระฆังฯนกพิราบในวัดระฆัง เจ้านี่เชื่องคนมากขนาดขยับเข้าใกล้เพื่อจะถ่ายรูป มันยังไม่บินหนีเลย

จากนั้นก็ออกมาถ่ายรูปที่ด้านนอกกันสักพัก แล้วก็ข้ามกลับมายังฝั่งพระนครเพื่อที่จะไปต่อกันครับ

ทำกับข้าวกินเองตามประสาชาย(โฉด)โสด #22


บัวลอยไข่หวาน

สวัสดีครับ ครั้งนี้มาทำขนมหวานกันอีกสักหน หลังจากที่ได้ทำไปเมื่อคราวก่อน ทำให้เริ่มติดใจ อยากจะหาอะไรมาทำอีกสักอย่างสองอย่าง เรื่องของเรื่องก็คืออยากกินบัวลอยไข่หวาน ซึ่งไม่ได้กินมานานแล้ว ก็เลยเป็นที่มาของบทความคราวนี้แหละครับ

หลายๆคนอ่านมาถึงตรงนี้คงคิดว่าไอ่คนเขียนมันท่าจะบ้าแน่แล้ว อยู่คนเดียวจะไปทำทำไมให้มันยุ่งยาก(วะ) ซื้อเขากินง่ายกว่าตั้งแยะ ซึ่งก็จริงครับ แต่ซื้อเขากินมันน้อยไม่ค่อยสะใจ แถมกะทิยังใสกิ๊งยังกะน้ำล้างก้น นัยว่าเป็นการลดต้นทุนเพื่อไม่ต้องบวกเพิ่มลงไปในราคาขาย แต่ขนมไทยถ้าไม่ถึงเครื่องมันก็ไม่อร่อยน่ะสิ ว่าแล้วก็มาเริ่มทำกันเลยดีกว่าครับ

ส่วนผสม

แป้งขนมบัวลอยสำเร็จรูป, กะทิสำเร็จรูป, เกลือป่น, น้ำตาลทราย, น้ำตาลมะพร้าว ถ้าไม่มีใช้น้ำตาลปี๊บแทนก็ได้ครับ กะทิสำเร็จรูปแป้งขนมบัวลอยสำเร็จแป้งขนมบัวลอยสำเร็จรูปอย่างที่เคยย้ำหลาย ๆ ครั้งครับว่า บทความแนว“ทำกับข้าวกินเองฯ”ที่ผมเขียนนี้เน้นที่ความสะดวกและรวดเร็ว ก็อาจจะมีละเลยบางส่วนหรืออาจจะใช้ของสำเร็จรูปมาใช้แทน ดังนั้นแทนที่ผมจะปั้นแป้งบัวลอยเองก็เลยใช้แบบสำเร็จรูปที่มีวางขายในซุปเปอร์ฯแทน แต่ก็มีวิธีทำให้สำหรับคนที่อยากทำเองหมดนะครับ ดังนี้  ผสมแป้งข้าวเหนียว, เผือกนึ่ง(กรณีสีเทา), ฟักทอง(กรณีสีเหลือง), น้ำใบเตย (สีเขียว), น้ำดอกอัญชัญ (สีม่วง) ฯลฯ และน้ำเปล่าเข้าด้วยกัน นวดจนส่วนผสมทุกอย่างเข้ากันเป็นเนื้อเดียว จากนั้นจึงนำมาปั้นเป็นลูกกลมๆ เล็กๆ ระหว่างปั้นนั้น ควรโรยด้วยเศษแป้งข้าวเหนียวเล็กน้อยเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกบัวลอยติดกัน

วิธีทำ

1. ต้มน้ำในหม้อขนาดกลางให้น้ำเดือด สำหรับผมใช้กระทะไฟฟ้าแค่ใบเดียวก็เลยทำแค่เปิดสวิทช์กระทะรอให้กระทะร้อน และต้มน้ำให้เดือด ใส่ลูกบัวลอยลงไป2. เมื่อแป้งบัวลอยสุก ตักขึ้นแช่ในน้ำเย็น (บัวลอยที่สุกแล้วจะลอยขึ้น)

3. ตั้งกระทะให้ร้อน ใส่กะทิสำเร็จรูปผสมน้ำเปล่าในอัตรากะทิต่อน้ำประมาณ 2:1 ใส่เกลือป่นเล็กน้อย ใส่น้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลปี๊บ และคนให้น้ำตาลละลายเข้ากันดี ลองชิมรสถ้าไม่หวานค่อยเติมน้ำตาลทรายลงไป รสชาติจะออกหวาน เค็มมันนิด ๆ ครับ

4. ตักแป้งบัวลอยจากที่เราแช่ในน้ำเย็นเอาไว้ลงไปต้มในกะทิ

5. ตอกไข่ใส่ลงไปในบัวลอยน้ำกะทิที่กำลังเดือด เมื่อไข่สุก ปิดสวิทช์กะทะ หรือยกลงจากเตา ตักใส่ถ้วยเสิร์ฟได้เลยครับ

แป้งบัวลอยที่สุกจะลอยขึ้น ตักแป้งบัวลอยที่สุกแล้วมาแช่ในน้ำเย็น ใส่ไข่ลงไปในบัวลอยน้ำกะทิที่กำลังเดือด

หน้าตาของ “บัวลอยไข่หวาน” ที่สำเร็จแล้วครับ แหม ดูเหมือนที่เขาทำ ขายกันเลยนะเนี่ย

Photo0595_800x600

รูปภาพประกอบบทความนี้ทั้งหมดถ่ายด้วยกล้องโทรศัพท์มือถทอคู่ใจ Nokia X-3 เช่นเคยครับ

ขอให้ทำกับข้าวให้สนุกและอร่อยนะครับ

(30 กรกฏาคม 2554)

ทำกับข้าวกินเองตามประสาชาย(โฉด)โสด #21


ปลาแซลมอนผัดพริกไทยดำ

ปลาแซลมอนเมื่อวันก่อนแวะเข้าบิ๊กซีก่อนเข้าบ้านได้ปลามาหลายอย่าง นอกจากปลาหิมะที่เอามานึ่งซีอิ๊วเมื่อคราวก่อนยังมีแซลมอนอีกครับ จริง ๆ แล้วตอนที่ซื้อแซลมอนมาเนี่ยก็ไม่ได้คิดหรอกว่าจะเอามาทำอะไรดี แต่เห็นว่ามันสดดีเลยหยิบมาไว้ก่อน ไว้ถึงเวลาทำค่อยว่ากัน พอถึงเวลาจะทำจริง ๆ กลับยากแฮะไม่รู้จะทำอะไรดี เดินไปค้น ๆ ในตู้เย็นดู เห็นว่าพอจะมีเครื่องหลายอย่างพอจะมาประยุกต์ได้ก็เลยคิดว่าเมนูนี้แหละ “ปลาแซลมอนผัดพริกไทยดำ” และแน่นอนครับจั่วหัวเรื่องไว้แล้วว่า “ทำกับข้าวกินเองตามประสาชายโฉดโสด” จึงจะต้องเป็นเมนูที่ทำไม่ยาก ชายโฉดโสดอย่างเรา ๆ ทำได้สบาย ๆ ครับ มาเริ่มทำกันเลยดีกว่า

ส่วนผสม
ปลาแซลมอน, เบคอนสับ, ลูกชิ้นแคะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ, หอมหัวใหญ่สับ, คึ่นไช่สับ, แครอทหั่นเต๋า, ต้นหอมสับ, ผักไควาเระ, น้ำมันพืช, เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด, แป้งชุบทอด, น้ำมันหอย, ซอสพริกไทยดำ, ซีอิ๊วขาว, น้ำปลา, เกลือป่น, น้ำตาลทราย

คึ่นไช่,หอมหัวใหญ่สับ,ต้นหอมสับ,แครอท ผักไควาเระ เบคอนสับ, ลูกชิ้นแคะหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด

วิธีทำ
1. ล้างปลาแซลมอนให้สะอาด และซับน้ำออกให้แห้ง โรยเกลือป่นเล็กน้อยแต่ให้ทั่วชิ้นปลา จากนั้นนำมาชุบแป้งชุบทอดให้ทั่วชิ้นปลา

นำชิ้นปลามาชุปในแป้งชุบทอด นำไปทอดในน้ำมันพืช หลังจากทอดเสร็จจะเห็นเป็นสีเหลืองกรอบน่ากินเชียวครับ

2. ตั้งกระทะใช้ไฟแรงใส่น้ำมันพืชลงไปพอน้ำมันร้อนดีก็ใส่ชิ้นปลาลงไป ทอดให้พอเหลืองกรอบแล้วตักขึ้น พักไว้
3. ตั้งกระทะใช้ไฟปานกลาง ใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย พอน้ำมันร้อนดีแล้วใส่หอมหัวใหญ่สับลงไปผัด พอหอมหัวใหญ่ใส ๆ และมีกลิ่นหอม ใส่เบคอนสับและลูกชิ้นแคะที่หั่นเป็นชิ้น ๆ ลงไปผัดให้สุก
4. เติมน้ำมันหอย ซีอิ๊วขาว น้ำปลา และน้ำตาลทราย ผัดให้เข้ากัน จากนั้นค่อยใส่ผัก แครอท คึ่นไช่สับ ผักไควาเระ ผัดให้พอสุก จากนั้นใส่ซอสพริกไทยดำลงไป โยนต้นหอมสับและเม็ดมะม่วงหิมพานต์ทอดลงไปและผัดต่อจนส่วนผสมต่างๆเข้ากันดี ปิดไฟ และตักส่วนผสมทั้งหมดราดลงบนชิ้นปลาแซลมอนที่ทอดไว้ เป็นอันเสร็จครับ ตักใส่จานโรยหน้าด้วยผักชีหรือคึ่นไช่สับและเสิร์ฟกับข้าวสวยร้อน ๆ

Photo0551_800x600
เช่นเคยครับรูปภาพทั้งหมดถ่ายโดย Nokia X3 คู่ใจเช่นเคย
(19 มิถุนายน 2554)

ทำกับข้าวกินเองตามประสาชาย(โฉด)โสด #20


ปลาหิมะนึ่งซีอิ๊ว

ปลาหิมะนึ่งซีอิ๊วคราวนี้มาทำเมนูปลากันบ้างครับ เนื่องจากวันนี้แวะเข้าบิ๊กซีก่อนเข้าบ้าน ได้ปลามาหลายอย่างเชียว สำหรับเมนูปลาเมนูแรกก็คือ“ปลาหิมะนึ่งซีอิ๊ว”ครับ มาเริ่มกันเลย

ส่วนผสม
ปลาหิมะ, ขิงซอย, เห็ดหอมหั่นเป็นชิ้นๆ, พริกหวานซอยเป็นเส้นเล็กๆ, คึ่นไช่, ต้นหอมฉีกเป็นฝอย, เนยสด, ซีอิ๊วขาว, น้ำมันหอย, เหล้าจีน, พริกไทยป่น, น้ำซุป, น้ำมันพืช

ปลาหิมะ พริกหวานซอย ขิงซอย, ต้นหอมฉีกเป็นฝอย, คื่นไช่ เห็ดหอม

นึ่งปลาหิมะให้สุกและพักไว้วิธีทำ
1. นำปลาหิมะไปนึ่งให้สุกพักไว้
2. ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชพอร้อนดีใส่ขิงซอยลงไปผัดให้หอม พอเริ่มมีกลิ่นหอมใส่เนยสด และเห็ดหอมลงไปผัดด้วยกัน
3. เติมซอสปรุงรส (คือซีอิ๊วขาว+เหล้าจีน)และน้ำมันหอย จากนั้นเติมน้ำซุป
4. เติมต้นหอมฉีกเป็นฝอย คึ่นไช่ และพริกหวานซอย ผัดต่อแค่พอผักสลด ปิดไฟ ตักราดลงบนปลาหิมะที่นึ่งไว้แล้ว
5. ตกแต่งจานด้วยคึ่นไช่ พริกหวานซอย ต้นหอมฉีกฝอย และพริกชี้ฟ้า ทานกับข้าวสวยร้อนๆ อาหย่อยยยยย

มาดูผลสำเร็จกันครับ "ปลาหิมะนึ่งซีอิ๊ว"

สำหรับภาพถ่ายทั้งหมดนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับเจ้า Nokia  X3 อีกเช่นเคย

(18 มิถุนายน 2554)

ทำกับข้าวกินเองตามประสาชาย(โฉด)โสด #19


ตับหวาน

วันนี้เกิดเปรี้ยวปากอยากจะกินตับครับ ก็เลยคิดว่าเมนูนี้แหละเหมาะสม ไม่ยากและไม่เสียเวลาในการปรุงมากมายสไตล์ “ทำกับข้าวกินเองตามประสาชายโฉดโสด”ไงครับ

“ตับหวาน” เป็นอีกเมนูหนึ่งที่เรามักจะสั่งกันทั่วไปเวลาเราไปทานอาหารตามร้านอาหารอีสาน นอกเหนือจากลาบ น้ำตก ส้มตำ ฯลฯ เมนูนี้นับเป็นเมนูโปรดของผมเลยก็ว่าได้เพราะว่าไปทานที่ไหนมักจะไม่พลาดที่จะสั่งมาเสมอ และหลังจากที่ได้ทานตามร้านต่างๆ  หลายต่อหลายหนก็เลยเกิดความคิดอยากจะลองทำกินเองดูบ้าง จึงเป็นที่มาของบทความในตอนนี้ละครับ

เอาล่ะเกริ่นกันมาพอหอมปากหอมคอและ  มาเริ่มกันเลยดีกว่า เริ่มด้วยส่วนผสมกับเลยครับ

ส่วนผสม
ตับสด จะเป็นตับหมูหรือตับวัวก็ได้ แต่ผมใช้ตับหมูเพราะหาซื้อง่ายกว่า, ต้นหอมสับละเอียด, ผักชีฝรั่งสับละเอียด, หัวหอมแดงซอย, ใบสะระแหน่, ผักชี, ข้าวคั่ว, พริกป่น, มะนาว, น้ำตาลทราย, น้ำปลา
ตับสด หัวหอมแดง, ต้นหอม, ผักชีฝรั่ง มะนาว ใบสะระแหน่, ผักชี ข้าวคั่วและพริกป่น ไข่ปลาสลิด
ส่วนผสมจริงๆก็มีเท่านี้ครับแต่ว่าคราวนี้ผมได้ไข่ปลาสลิดมาด้วยเลยเอามาใส่ลงไปด้วยเพื่อเพิ่มความหอม + เค็ม + มัน โดยเราเอาไข่ปลามาบี้ให้พอละเอียดนิดหน่อย

หมายเหตุ ข้าวคั่วนั้นถ้าอยากจะทำเองก็ไม่ยากครับ แค่ตั้งกระทะไฟร้อนปานกลาง ใส่ข้าวสารหรือข้าวสารเหนียว(ข้าวเหนียวที่ยังไม่ได้นึ่งสุก) ลงไปคั่วโดยใส่ข่า, ตะไคร้และใบมะกรูดลงไปคั่วด้วยกันเพื่อให้มีกลิ่นหอม พอข้าวเริ่มมีสีเหลืองเกือบจะเป็นสีน้ำตาลก็ตักขึ้น พักไว้ให้เย็นแล้วค่อยเอาไปตำให้ละเอียด เท่านี้เองครับ แต่อย่างว่าแหละ มันเริ่มยุ่งยากขัดกับหลักการ“ทำกับข้าวกินเองตามประสาชายโฉดโสด”ซึ่งเน้นความเรียบง่าย สะดวก รวดเร็ว ดังนั้นผมก็เลยใช้ข้าวคั่วที่เขาทำสำเร็จรูปมาแล้ว ข้อเสียคือกลิ่นจะไม่ค่อยหอมมากเหมือนทำเองเท่านั้นแหละครับ

วิธีทำ
1. เปิดสวิทช์กระทะรอให้กระทะร้อน ใส่น้ำสต็อกลงไปสักหนึ่งถ้วย (ถ้วยเล็กแบบที่ใส่ขนมนาครับเราแค่จะลวกตับไม่ใช้ต้มตับ ถ้าไม่มีน้ำสต็อกจะใช้น้ำเปล่าแทนก็พอได้) เมื่อน้ำเดือดได้ที่ก็ใส่ตับสดลงไปลวก แต่ยังไม่ถึงกับสุกมากนะครับ เพราะถ้าสุกมากแล้วมันจะแข็งทานไม่อร่อย 2. สังเกตพอตับเริ่มสุก คือสุกๆดิบๆ ก็ใส่ หัวหอมแดงซอย, ต้นหอมสับและผักชีฝรั่งสับลงไป
3. ปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาว น้ำตาลทราย พริกป่น
4. ใส่ข้าวคั่วกับไข่ปลาสลิดป่นลงไป ชิมรสตามชอบ สังเกตได้ว่าเมื่อถึงตอนนี้ตับก็จะสุกพอดี ไม่สุกมากจนแข็งเกินไป น้ำสต็อกที่ใส่เพื่อลวกตับนั้นก็จะพอขลุกขลิกกำลังดีเชียว
5. ปิดไฟและตักใส่จานโรยหน้าด้วยใบสะระแหน่กับผักชี เสิร์ฟได้เลยครับ จะทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ หรือเบียร์เย็นๆ ก็อร่อย

สำหรับรูปถ่ายก็ใช้กล้องมือถือ Nokia X3 เก็บภาพเหมือนทุกครั้งครับ
(9 มิถุนายน 2554)