The Professional


นึกชื่อเรื่องอยู่นานเลยครับ สำหรับบทความตอนนี้ แต่ในที่สุดก็มาลงตัวกับ "The Professional" ทำไมน่ะหรือ? ก่อนอื่นลองมาดูตารางข้างล่างนี้ก่อนครับ

"โปรถ่ายภาพ" กับ "โปรกล้อง"

โปรถ่ายภาพ โปรกล้อง
  • ได้รายได้จากการถ่ายภาพ
  • เสียรายได้ไปกับอุปกรณ์ถ่ายภาพ
  • เปลี่ยนกล้องเมื่อตอบสนองต่อการใช้งานไม่ได้
  • เปลี่ยนกล้องเมื่อเทคโนโลยีสู้คนอื่นไม่ได้
  • เลือกเลนส์ที่การใช้งานเป็นหลัก
  • เลือกเลนส์ที่สเปคเป็นหลัก
  • อาจมีอุปกรณ์ไม่กี่อย่าง แต่ผลงานมากมาย
  • อาจมีผลงานไม่กี่งาน แต่อุปกรณ์มากมาย
  • มีความสุขเมื่อคนชมว่าผลงานสวยจัง
  • มีความสุขเมื่อคนชมว่าโปรจัง
  • พึงพอใจที่ภาพคมชัดสวยงามตรงโจทย์เมื่ออัดมา
  • พึงพอใจที่ภาพคมกว่าคนอื่นเมื่อขยาย 100% ในคอม
  • แนะนำเทคนิคและแนวคิดในการถ่ายภาพได้
  • แนะนำการเลือกซื้อกล้องและอุปกรณ์ได้
  • อาจมีเลนส์ไม่กี่ตัว แต่เพียงพอต่อการใช้งาน
  • อาจมีเลนส์หลายตัว แต่ก็ยังตอบสนองการใช้งานได้ไม่ครบ
  • ถามถึงเลนส์ที่ไม่มีใช้ อาจตอบไม่ได้ไม่รู้
  • ถามถึงเลนส์ตัวไหนๆก็ตอบได้
  • ซื้ออุปกรณ์ทีเดียวใช้ไปนาน
  • ซื้ออุปกรณ์แล้วก็ขายต่อ
  • เมื่อถูกจำกัดด้วยอุปกรณ์ก็ไม่เป็นไรมากนัก
  • เมื่อถูกจำกัดด้วยอุปกรณ์ก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มากนะ
  • เมื่อเห็นภาพสวย จะสงสัยว่ามีเทคนิคยังไง
  • เมื่อเห็นภาพสวย จะสงสัยว่าใช้กล้องกับเลนส์ชุดไหน
  • จากเว็บบอร์ด ThaiThinkPad User Community (http://www.thaithinkpad.com/forum) เรื่อง "เอามาฝากครับ" โพสต์โดยคุณ tongkatsu

    ข้างบนนี้คือข้อเปรียบเทียบที่ อ.สุเทพ แห่ง
    เกรทเฟรนด์สแนะนำผม เมื่อถูกถามเรื่องจะซื้อกล้องถ่ายภาพและอุปกรณ์ต่างๆ เพราะผมเองก็เลือกไม่ถูกเสียที มัวแต่รักพี่เสียดายน้องอยู่นั่นแล้ว ไอ้นั่นก็ดีไอ้นี่ก็แจ๋ว

    อ่านแล้วเหมือนโดนตีเข้าแสกหน้าไงไม่รุ แต่มันเป็นเรื่องจริงเสียยิ่งกว่าจริงซะอีกครับ

    แล้วก็ไม่เฉพาะแแค่เรื่องการถ่ายภาพด้วยนะ ผมว่าในทุกๆวงการก็มักจะมีคนสองประเภทอย่างนี้เสมอ พวกนึงก็อาศัยฝีมือเป็นหลัก อุปกรณ์เป็นส่วนเสริม พวกนึงก็อาศัยอุปกรณ์เป็นหลัก ใช้ฝีมือเป็นส่วนเสริม (แต่แท้จริงก็ไม่ค่อยได้ใช้ฝีมือตัวเองสักเท่าไรหรอกนะ) พวกนี้จะเป็นพวกที่เอาสบายเข้าว่า ผลิตงานออกมาจากเครื่องมือหรืออุปกรณ์ ซึ่งผมเคยได้ยินคำวิจารณ์งานบางงานผ่านหูประมาณว่า "สวยดี แต่ไม่มีจิตวิญญาณ" หรือ "เทคนิคดี อุปกรณ์ยอดเยี่ยม ขาดอย่างเดียวคือความเป็นศิลปะ" ฟังๆดูก็อึ้งกิมกี่ไปเหมือนกัน

    คนกลุ่มที่อาศัยอุปกรณ์เป็นหลักในการทำงานอย่างนี้นี่แหละครับที่มักจะเปลี่ยนเครื่องมือหรืออุปกรณ์ เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนเสมอ เรียกได้ว่าเป็น "ทาสเทคโนโลยี" เลยทีเดียว

    สำหรับในสายงานพัฒนาโปรแกรมอย่างเราๆ ก็จะมีเครื่องมือจำพวก "ตัวเจ็น" ที่มาคอยสร้างโค้ดโปรแกรมให้ ก็ได้งานระดับนึงแหละครับ แต่งานที่ได้ออกมาก็มักจะทื่อๆ ดูเหมือนๆกันไปหมด ไม่ค่อยจะมีจิตวิญญาณ ยิ่งในยุคนี้ นอกจากโปรแกรมจำพวก "ตัวเจ็น" แล้ว ยังมีพวก "ของฟรี" ประเภท free .NET component, opensource free component และอื่นๆอีกมากมายให้ดาวน์โหลดมาใช้กันเกลื่อนเน็ตอีก ของพวกนี้จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ไม่ดีนะครับ เหมือนดาบสองคมนะ

    ในความคิดผมนั้น "ของฟรี" พวกนี้เหมาะสำหรับการนำมาศึกษาเพื่อพัฒนาตัวเองมากกว่า ยิ่งถ้ามีซอร์สโค้ดมาให้ศึกษาด้วยแล้วยิ่งแจ๋ว เพราะเราจะได้ทราบถึงแนวความคิด, วิธีเขียนโปรแกรมของนักพัฒนาระดับจอมเทพเหล่านั้นและนำมาประยุกต์สำหรับตัวเองเพื่อพัฒนาทักษะของเราให้ดียิ่งขึ้นไปอีกได้ อีกประการหนึ่งก็คือ หากเป็นงานที่เร่งด่วน ที่ด่วนมากเสียจนไม่มีเวลาเหลือพอที่จะมาคิดหรือสร้างเองได้ การดาวน์โหลด "ของฟรี" พวกนี้มาใช้พอให้ "แก้ผ้าเอาหน้ารอด" ไปได้ ก็พอสมควรอยู่ หลังจากส่งงานผ่านไปแล้วมีเวลามากพอก็ค่อยมา"ทำความเข้าใจ"กับสิ่งที่นำมาใช้นั้นให้ถ่องแท้ ก็จะเป็นการพัฒนาตัวเราเองได้อีกทางหนึ่งเหมือนกัน

    แต่ถ้าหากว่าเอะอะก็จะดาวน์โหลด "ของฟรี" พวกนี้มาใช้อยู่ร่ำไป ก็จะเป็นการไม่พัฒนาตัวเอง ไม่พัฒนาทักษะการเขียนโปรแกรม ไม่พัฒนาทักษะการออกแบบระบบ ไม่พัฒนาแนวความคิดของตัวเอง และเพาะเป็นนิสัยที่งอมืองอเท้าคอยแต่จะพึ่งพาคนอื่นอยู่ร่ำไป ในระยะยาวแล้วเป็นข้อเสียเสียด้วยซ้ำ

    อย่าว่าแต่ "ของฟรี" พวกนี้บางอย่างก็ไม่ค่อยจะเหมาะนักที่จะเอามาใช้จริงๆในองค์กรครับ สาเหตุที่ผมว่าอย่างนี้ก็เพราะว่า ในการนำมาใช้งาน หากมีปัญหาหรือมีบั๊กเกิดขึ้นในโปรแกรม และหากโชคร้ายที่บั๊กนั้นดันจำเพาะเจาะจงมาเกิดในโค้ดในส่วนของ "ของฟรี" เหล่านั้น เราจะไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงได้เลย เพราะมันเท่ากับมี "กล่องดำ" ที่เปิดดูอะไรไม่ได้ ไล่ซอร์สโค้ดไม่ได้ แก้ไขไม่ได้มาอยู่ในโปรแกรมในโค้ดของเรา และของพวกนี้ยิ่งมีมากเท่าไรก็ยิ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพและประสิทธิภาพโดยรวมของงานที่เราพัฒนาขึ้นมากเท่านั้น

    โดยส่วนตัวของผมเองแล้ว ถ้าหากไม่จำเป็นที่จะต้องใช้จริงๆ แม้แต่พวก 3rd party component/control ที่เป็น commercial วางขายนั้นผมยังไม่ค่อยจะอยากใช้เลย ถึงจะสวยดูดีก็เถอะ เพราะลำพังคอนโทรลทั้งหลายแหล่ที่มีมาให้ใน Visual Studio ก็ใช้แทบจะไม่หวาดไม่ไหวแล้วครับ จนบัดนี้ผมก็ยังใช้ได้ไม่หมด คอนโทรลบางตัวนี่ยังมีอีกหลายๆ property ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีมาให้แล้วทำอะไรได้

    อีกอย่างหนึ่ง เท่าที่ผมเคยเอาพวก "ของฟรี" เหล่านี้มาใช้ ส่วนใหญ่แล้วในที่สุดก็มักจะเจออะไรที่มันกวนใจเสมอ เช่นคอมโพเนนต์ที่สร้างบาร์โค้ด มันก็จะมี "ลายน้ำ" ของผู้ผลิตแปะมาให้ เอาออกไม่ได้ ถ้าอยากเอาออกก็ต้องซื้อเวอร์ชั่นที่ทำขาย แล้วถ้าใครจะบอกผมว่า แหมเขาอุตส่าห์พัฒนามาให้ใช้ฟรี ก็ให้เขาโฆษณาหน่อยจะเป็นไร ซึ่งมันก็จริงนะครับ แต่งานบางงานที่ค่อนข้างจะซีเรียส มันก็จะไม่เหมาะใช่ไหมที่จะมี "ลายน้ำ" พวกนี้มาแปะไว้  คราวนี้ก็จะมีคนบอกว่า งั้นก็ซื้อสิ   …ก็ถูกอีก ถ้าไม่อยากมีอะไรกวนใจก็ซื้อสิ

    แต่ลองคิดดูอีกแง่นะครับ เอะอะอะไรก็ดาวน์โหลดนู่นนี่มาปะ อยากได้อะไรก็ "ซื้อสิ" แล้วเราไม่คิดที่จะทำอะไร"เอง"บ้างเลยหรือ แล้วถ้าหากเราคิดจะทำแค่นี้ บริษัทหรือองค์กรจะเสียเงินแพงๆมาจ้างนักพัฒนาโปรแกรมอย่างเราๆทำไมกัน จ้างแค่พนักงานฝ่ายไอทีสักคนสองคนแค่มีหน้าที่ดูแลระบบให้มันรันได้ก็พอ แล้วก็ให้เจ้าพนักงานฝ่ายไอทีคนสองคนนี่แหละไปดาวน์โหลด "ของฟรี" พวกนี้มาแปะๆๆๆสร้างระบบงานไป หรือไม่ก็จ้างบริษัท out source พัฒนา หรือไม่อีกที ก็ซื้อหาโปรแกรมสำเร็จรูปเอา น่าจะคุ้มกว่าอีก ไม่ต้องมาจ่ายเงินเดือนค่าจ้าง จ่ายค่าสวัสดิการดูแลด้านต่างๆให้เราด้วย จริงไหม?

    ที่เขียนเรื่องนี้ขึ้นมาไม่ใช่ว่าผมจะต่อต้านการนำพวก 3rd party component/control มาใช้นะครับ ไม่ว่าจะฟรีหรือไม่ฟรีก็ตาม แต่ผมอยากสะกิดให้เอามาใช้อย่างสร้างสรรค์มากกว่า ตัวผมเองก็ใช้อยู่บ้าง ยกตัวอย่างเช่น เช่น FCKEditor เป็นต้น ว่างๆก็เอาโค้ดเขามาแกะดูบ้าง แงะ skin ของเขามาดูเผื่อว่าจะเปลี่ยนได้บ้าง ฯลฯ ก็มีความสุขดีเหมือนกัน

    เอ….. เขียนเรื่องถ่ายภาพอยู่ดีๆ ไหงมาลงเรื่องนี้ได้

    One comment

    1. แต่ผมคิดได้อีกแบบนะครับ เพราะทุกวันนี้อาชีพที่รองรับ "โปรทั้งสอง" ก็มีอยู่จริง ที่เห็นได้ชัด ก็คือด้านมือถือนั่นเองครับถ้าเทียบกันแล้ว โปรแรกคือ คนที่รู้จริง ละเอียด ถึงมือถือ เครื่องนั้นๆรุ่นนั้นๆ ส่วนโปรที่สอง คือคนที่ รู้จักมือถือทุกเครื่อง ถึงขนาด Compare Spec ในหัวได้ทีเดียวมองกลับมาในด้านสายงานพัฒนาโปรแกรม อันนี้ผมอาจจะพูดเอาจากความคิดตัวเองซะส่วนใหญ่นะครับ – -"โปรแรก คือคนที่รู้ลึกในภาษาๆ นี้ สั่งให้เขาพัฒนาโปรแกรม โดยไม่ต้องผ่าน IDE หรูๆ ยังทำได้ เพราะเขารู้จริง เขาสามารถพัฒนาโปรแกรมได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งสิ่งใดๆโปรที่สอง คือคนที่ รู้กว้างๆ ถึงเครื่องมือต่างๆที่ช่วยในการพัฒนาโปรแกรม รวมถึงรูปแบบการทำงาน ถ้าหากมีคนมาถามเขาว่า ส่วนนี้ทำอย่างไร เขาอาจจะแนะนำให้ว่า เป็นแบบนี้ๆๆๆ ซึ่งสิ่งที่เขาพูด อาจจะพัฒนายาก (ซึ่งซื้อมาอาจจะง่ายกว่า) แต่คนระดับเขาจะสามารถแนะนำความแปลกใหม่ให้ได้เสมอๆเพราะฉะนั้น สรุปคือ โปรทั้งสองนี้ ผมว่าบางครั้งก็ควรทำงานไปร่วมกันนะครับ คนหนึ่ง รู้ลึก กับอีกคนรู้กว้าง ถ้าหากทั้งคู่ไม่มีไบแอสต่อกันล่ะก็นะครับ ^ ^

    ใส่ความเห็น

    Fill in your details below or click an icon to log in:

    WordPress.com Logo

    You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Twitter picture

    You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Facebook photo

    You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Google+ photo

    You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

    Connecting to %s