ตัดผมแทนศีรษะ


เมื่อคราวก่อนที่ได้เขียนถึงเรื่องของ “พันท้ายนรสิงห์” ซึ่งท่านได้รับยกย่องว่าเป็นผู้มีความซื่อสัตย์สุจริต จงรักภักดีและรักษาระเบียบวินัยยิ่งชีวิต ทำให้ผมนึกขึ้นได้ว่าเคยอ่านพบเรื่องราวคล้ายๆกันนี้ และเป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นผลดีจากการที่ “รักษาระเบียบวินัยยิ่งชีวิต” ครับ เรื่องนี้เกิดขึ้นในสมัยสามก๊กของจีนครับ ขอยกมาเล่าแบบย่อความสักหน่อย เพราะเคยอ่านมาเมื่อนานมากแล้ว ยังจำได้เพียงเลาๆเท่านั้น

เรื่องเป็นตอนที่เฉาเชา (曹操 ออกเสียงภาษาจีนกลาง ในเรื่องสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) จะออกเสียงว่า “โจโฉ” ครับ) ยกกองทัพออกปราบหัวเมืองที่แข็งข้อ ได้ผ่านทุ่งนาราษฎร เห็นข้าวกำลังออกรวงใกล้จะได้เก็บเกี่ยว จึงมีคำสั่งแก่ทหารว่า ให้เดินทางเลี่ยงจากทุ่งนาของราษฎร ห้ามทำให้เกิดความเสียหาย ผู้ใดทำความเสียหายแก่ราษฎรจะตัดศีรษะผู้นั้นเสีย เมื่อเดินทางมาได้ระยะหนึ่งเกิดมีนกที่หากินอยู่ในทุ่งนาบินเตลิดออกมา ทำให้ม้าของเฉาเชาตกใจวิ่งเข้าไปในทุ่งนาทำให้ต้นข้าวที่กำลังออกรวงนั้นหักเสียหายไปเป็นจำนวนมาก เฉาเชาเองก็ตกใจนิ่งอยู่ เมื่อได้สติก็เรียกทหารมาปรึกษาโทษ ทหารก็ถามว่าจะให้ลงโทษอย่างไร เฉาเชาจึงว่า “ตัวเรานี้ได้สั่งลงไปว่า หากผู้ใดทำความเสียหายแก่ราษฎรจะตัดศีรษะผู้นั้นเสีย บัดนี้เราเองได้ทำให้ต้นข้าวที่กำลังออกรวงของราษฎรหักเสียหายเป็นจำนวนมาก จึงจำต้องตัดศีรษะตัวเองเสีย มิให้เสียคำ” จากนั้นจึงชักกระบี่จะเชือดคอตาย บรรดานายทหารที่ปรึกษาต่างก็ยื้อยุดห้ามปรามเป็นการใหญ่ กัวเจีย (ในเรื่องสามก๊กฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) จะออกเสียงว่า “กุยแก”) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาใหญ่ได้กล่าวทัดทานว่า การที่เฉาเชาจะลงโทษตนเองเพื่อรักษาวินัยที่ตนเองเป็นผู้ออกกฏนั้นก็ควรอยู่แล้ว แต่ขณะนี้เป็นเวลาสำคัญของบ้านเมืองซึ่งยังต้องปราบปรามผู้ที่แข็งข้อต่อบ้านเมืองอยู่ หากเฉาเชามาตายเสียแล้วจะมีไม่มีใครที่จะสามารถกระทำสิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้นเฉาเชาจึงได้ตัดผมของตนเองออกแล้วสั่งให้ทหารนำไปติดประจานและประกาศให้ราษฎรรับทราบว่า แต่เดิมมหาอุปราชได้มีคำสั่งห้ามทำให้เกิดความเสียหายแก่ราษฎร ผู้ใดทำความเสียหายแก่ราษฎรจะตัดศีรษะผู้นั้นเสีย บัดนี้มหาอุปราชเองได้ทำให้ต้นข้าวที่กำลังออกรวงของราษฎรหักเสียหายเป็นจำนวนมาก เดิมทีจะชักกระบี่เชือดคอตัวเองเพื่อลุแก่โทษ แต่เหล่าขุนนางได้ทัดทานไว้ เนื่องจากยังมีภาระสำคัญที่ต้องปราบกบฏอยู่ จึงได้ตัดผมตัวเองออกแทนศีรษะประจานไว้ให้ราษฎรรับทราบโดยทั่วกัน

ราษฎรเมื่อทราบเรื่องต่างก็พากันสรรเสริญเฉาเชาว่ามีใจรักราษฎร และยังยอมตายเพื่อรักษากฎที่ตนเองตั้งไว้ จากนั้นมาราษฎรต่างก็ปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดทุกประการ

ผมคิดว่าสาเหตุหนึ่งที่แคว้นวุ่ย (魏国) ของเฉาเชา กลายเป็นแคว้นใหญ่ 1 ใน 3 แคว้นของจีน ครอบคลุมพื้นที่ทางภาคเหนือ และตอนบนของแม่น้ำฉางเจียง (长江 – แม่น้ำแยงซีเกียง) ได้นั้น นอกจากจะต้องมีกองทัพที่เข้มแข็งแล้วส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการที่ราษฎรปฏิบัติตามกฏหมายอย่างเคร่งครัดนั่นเอง เพราะนั่นหมายถึงบ้านเมืองสงบเรียบร้อย มีความมั่นคงปลอดภัย และราษฏรอยู่เย็นเป็นสุข

ยังมีอีกเรื่องนึงครับ เรื่องนี้เกิดย้อนขึ้นไปในยุครณรัฐ (战国) ของจีน เป็นเรื่องที่กงซุนเอียง (公孙鞅) ทำการปฏิรูปรัฐฉิน (秦国) จนรัฐฉินกลายเป็นรัฐที่เข้มแข็งขึ้นมาได้ เรื่องมีอยู่ว่า เดิมทีรัฐฉินนั้นไม่ได้เป็นรัฐที่เข้มแข็ง เมื่อฉินเสี้ยวกง (秦孝公) ขึ้นครองราชย์ก็ได้ออกประกาศรับสมัครผู้มีความรู้ความสามารถ เพื่อเสริมสร้างรัฐฉินให้มั่งคั่งเข้มแข็งขึ้น กงซุนเอียงทราบข่าวก็ได้เดินทางมายังแคว้นฉินเพื่อมาขอสมัครเข้ารับราชการ กงซุนเอียงคนนี้เป็นนักศึกษาผู้คงแก่เรียน ได้ศึกษาในเรื่องความเป็นไปต่างๆ ของแผ่นดิน จึงมีความรอบรู้เป็นอย่างมาก เมื่อฉินเสี้ยวกงได้ฟังกงซุนเอียงพูดถึงแนวทางแห่งการสร้างบ้านเมืองให้มั่งคั่งเข้มแข็ง ก็เห็นชอบ จึงแต่งตั้งให้กงซุนเอียงเป็นมหาเสนาบดีควบคุมการปกครองทั้งฝ่ายพลเรือนและฝ่ายทหาร กงซุนเอียงได้เริ่มปฏิรูปการปกครองโดยยกเลิกการสืบฐานันดรศักดิ์ในวงศ์ตระกูล ให้แต่งตั้งและเลื่อนตำแหน่งขุนนางตามความดีความชอบ ส่งเสริมการเพราะปลูก ที่ผลิตได้มาก็ไม่ต้องเกณฑ์แรงงาน ห้ามกระทำความผิดอย่างเข้มงวดกวดขัน ผู้ใดทำผิด ครอบครัวและเพื่อนบ้านจะต้องรับผิดชอบถูกลงโทษด้วยกันเป็นต้น เริ่มแรกก็ยังมีผู้ไม่เห็นด้วย และไม่ปฏิบัติตาม

มีเรื่องเล่าว่า กงซุนเอียงได้ใช้วิธี นำไม้ไปปักไว้ที่หน้าประตูเมืองแล้วประกาศว่าหากใครกล้าดึงไม้ออกมา จะให้รางวัล ชาวบ้านได้ยินก็หัวเราะเพราะเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อยไร้สาระ ต่อมามีผู้ทดลองดึงไม้นั้นออกมาและนำไปให้กงซุนเอียง กงซุนเอียงก็ให้รางวัลตามที่พูดจริงๆ ชาวบ้านจึงเริ่มเชื่อฟัง ครั้งหนึ่งมีญาติของฉินเสี้ยวกงกระทำความผิด กงซุนเอียงก็ลงโทษอย่างไม่ไว้หน้า ทำให้ชาวบ้านต่างก็เชื่อฟังมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการออกกฏหมายใดๆมาชาวบ้านก็ปฏิบัติตาม

กงซุนเอียงใช้เวลา 10 ปี พัฒนารัฐฉิน จากรัฐเล็กๆที่อ่อนแอ และถูกดูหมิ่นจากรัฐต่างๆในภาคกลางของประเทศจีนสมัยนั้นว่าเป็นคนเถื่อนแดนตะวันตก จนกลายมาเป็นรัฐที่เข้มแข็ง และเป็นรัฐมหาอำนาจในเวลาต่อมา การที่ฉินสื่อหวงตี้ (秦始皇第 – จิ๋นซีฮ่องเต้) รวบรวมประเทศจีนเป็นปึกแผ่นได้ก็เพราะได้อานิสงค์มาจากการปฏิรูปของกงซุนเอียงนี่เอง

เห็นได้ว่า ประเทศที่มีกฏหมายทีเป็นเอกภาพ สามารถครอบคลุมการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมเป็นแนวทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใดจะต้องอยู่ภายใต้กฏหมายเดียวกัน ประชาชนจึงจะเคารพกฏหมาย และเกิดความสงบร่มเย็น เศรฐกิจก็จะมั่นคงเข้มแข็ง ประชาชนกินดีอยู่ดีไม่มีปัญหาปากท้อง รัฐบาลก็จะมีเสถียรภาพ ประเทศชาติก็จะเข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งสองเรื่องที่เล่ามานั้น ผู้ปกครองก็ได้ทำตัวให้เป็นแบบอย่างแก่ประชาชนด้วย

หากประเทศใดที่กฏหมายไม่เป็นเอกภาพ ไม่สามารถปฏิบัติให้ครอบคลุมทุกชนชั้นอย่างเท่าเทียมและเป็นแนวทางเดียวกัน หรือมีการกระทำที่เป็นหลายมาตรฐานขึ้นอยู่กับการ “ตีความ” ข้อกฏหมาย ประชาชนก็จะไม่เคารพกฏหมาย ไม่เคารพกฏกติกา มีการอาศัย “พวกมากลากไป” หรืออาศัยอำนาจบิดเบือน โดยไม่สนความถูกหรือผิด ทำให้บ้านเมืองไม่สงบ เศรษฐกิจถดถอย ประชาชนมีปัญหาเรื่องปากท้อง รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ ประเทศชาติก็จะอ่อนแอลงไปเรื่อยๆ ในที่สุดก็อาจจะต้องเสียเอกราชต้องตกเป็นเมืองขึ้นของคนอื่นเขา

อย่าลืมนะครับ การกู้เอกราชสมัยนี้ไม่ง่ายเพียงแค่ “ขับไล่” ผู้มารุกรานออกไปให้พ้นประเทศก็กู้เอกราชได้สำเร็จแล้วนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าหากตกอยู่ใต้อำนาจทางเศรษฐกิจของชาติอื่นแล้วล่ะก็ คงจะต้องไล่ให้ออกไปอยู่ที่ดาวดวงอื่น หรือไม่ก็ต้องหนีไปอยู่ดาวดวงอื่นกันเลยทีเดียว

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s